วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลักปฏิบัติ 5 ประการในอิสลาม

بِـــسْــــــمِ اللَّهِ الرَّحْمَانِ الرَّحِــيْــمِ

หลักปฏิบัติ 5 ประการในอิสลาม

خَمْـسَـــةُ أرَّكَانَ اَلإسْـــلامِ
5 Pillars of Islam

อิสลามมีหลักการปฏิบัติ 5 ประการ (5 Pillars of Islam) [[1]]
1.      ชะฮาดะห์ شهادتين  Twin Avows (Testimony of Faith) คือการปฏิญาณตนว่า
“ฉันขอปฏิญาณว่าแท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และฉันขอปฏิญาณอีกว่าแน่แท้แล้ว มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์“
การปฏิญาณตนนี้สอนเตือนให้เราได้รำลึกว่าต้องทำอิบาดะห์ (สักการะบูชา) ต่ออัลลอฮ์ ไม่หลงประเด็นไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งอื่นใด ไม่แม้แต่การหลงตัวตนเอง ยึดมั่นตนเองมากไป (หลงจากทางที่เป็นอิสลามที่แท้จริง “เดาะลาละห์
ضَلالَة) ไม่กลัวไม่เกรงอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ผู้ให้เราทุกสรรพสิ่ง ผู้ให้คุณให้โทษแก่เราได้ ฉะนั้นถ้าเรารู้สึกว่าจะหลงประเด็น ไปกลัว ไปหวัง กับสิ่งอื่นใด ก็ให้รีบชะฮาดะห์เพื่อรำลึกถึงอัลลฮ์เสมอ
คำกล่าวชะฮาดะตัยน์ (
اَلشَّــــهَادَتَـيْــــــنَ  คำชะฮาดะห์ 2 ประโยค)
 
اَشْهَدُ اَنْ لاَ اِلَهَ اِلَّا اللهُ وَ اَشْهَدُ اَنَّ مُحَمَّداَ رَسُوْلُ اللهِ
อ่านว่า “อัช หะ ดุ้ อั้น ลา อี้ลาหะ อิ้ลลัลลอฮุ วะ อัช หะ ดุ้ อั้นน่ะ มุฮัมมัดดัร เราะซูลลุลลอฮิ”
“ฉันขอปฏิญาณว่าแท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และฉันขอปฏิญาณอีกว่าแน่แท้แล้ว มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์“
[อัช หะ ดุ้ – اَشْهَدُ - Ash ha du = ฉันขอปฏิญาณว่า], [อั้นหรืออั้นน่ะ – اَنْ หรือ اَنَّUn or Unna = แน่แท้(แท้จริงแล้ว)], [ลา – لاَ La = ไม่(ไม่มี, ไม่ใช่, ปฏิเสธ)], [อี้ลาหะ - اِلَهَE la ha = พระเจ้า],  [อิ้ลล่ะ - اِلَّاEl la = นอกจาก, ยกเว้น, เฉพาะ (เป็นคำวิเศษณ์ - الظّرف - Adverb)], [อัลลอฮุ - اللهُ Allah = คำนามใช้เรียกแทนชื่อของอัลลอฮ์ (ชื่ออัลลอฮ์ที่มนุษย์เรียกมี 99 พระนาม)], [มุฮัมมัดดั้น (อ่านเฉพาะคำเดียว) - مُحَمَّداَ แต่เมื่อไปเชื่อมกับตัว”รอ”ของคำว่า เราะซูลลุลลอฮ์ رَسُوْلُ اللهِ  จะอ่านควบเลยว่า มุฮัมมัดดั้ร เราะซูลลุลลอฮิ = แปลว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮุ], [เราะซูลลุลลอฮิ - رَسُوْلُ اللهِRa sul rullah – (คำว่า เราะซูลุ رَسُوْلُRa sul แปลว่า ศาสดาผู้นำสาสน์หรือคัมภีร์จากอัลลอฮ์มาแสดงธรรมเผยแผ่กับมวลมนุษยชาติ, ส่วนคำว่า”นบี” คือศาสดาผู้แสดงธรรมโดยไม่ได่รับคัมภีร์จากอัลลอฮ์)]
2.      ละหมาด ห้าเวลา ต่อวัน اقيم الصلاة خمسة اوقات Held prayer five times เจตนาการทำละหมาดก็เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ไม่ให้ วกวนสับสนกับสิ่งยั่วยุ สิ่งเร้ารอบข้าง รำลึกเสมอว่าเราต้องปฏิบัติตนไปตามครรลองของอัลลอฮฺ ละหมาดจะช่วยเราไม่ไปทำความผิดความบาป เพราะเราต้องหมั่นปฏิบัติตนในการทำอิบาดะห์ (สักการบูชา, สวดมนต์ภาวนา, บำเพ็ญศีลเจริญพร) ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับความเป็นตัวเอง ไม่ไปหลงเชื่อหรือพึ่งหวังหรือหวาดกลัว สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มันจะให้คุณให้โทษเรา นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้นที่เราพึ่งพาและขอความเมตตาช่วยเหลือ ดังอัลกุรอานว่า
اياك نعبد و اياك نستعين // اَلْسُورَةِ اَلْفَاتِحَةِ : اَيتِة ٥
อี้ยากะ นะอะ บุดู้ วะ อี้ยากะ นัสตะอีน
Eya ga Na’a budu Wa Eya ganasta een.// ซูเราะห์อัลฟาติหะห์:อายะห์ที่ 5
เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ
It is Allah we worship and Allah we ask for help.
ชื่อของการละหมาด 5 เวลาในหนึ่งวัน
1.      ศุบฮิ หรือฟัจรี เวลารุ่งอรุณ ที่เมืองไทยโดยประมาณ 04.30 – 06.30 น.
2.      ดุฮฺรี ที่เมืองไทยโดยประมาณ 12.30 – 15.30 น.
3.      อัศรี ที่เมืองไทยโดยประมาณ 15.30 – 18.30 น.
4.      มักริบ ที่เมืองไทยโดยประมาณ 18.30 – 19.30 น.
5.      อิชาอ์ ที่เมืองไทยโดยประมาณ 19.30 – 04.00 น.

3.      ซะกาต [[2]] الضرائب وزكات Tax and Zakat
ซะกาต คือ ความเจริญและเพิ่มพูน เป็นสิทธิ์ที่วาญิบเหนือทรัพย์สินที่เจาะจงแน่นอน ให้แก่กลุ่มบุคคลที่แน่นอน ในเวลาที่ชัดเจนแน่นอน ซะกาตมี 2 ชนิด
3.1   ซะกาตฟิตรี زكات الفطر คือซะกาตที่เป็นข้าว, อาหารแห้ง (แป้ง, ถั่ว, นม, เนย), ผลไม้สด-แห้ง,
จะชำระกันก่อนวันอีดิ้ลฟิตรี ตั้งแต่ค่ำ 27 เราะมะฎอน ถึง 29 (หรือ30) เราะมะฎอน หรืออย่างช้าที่สุดคือก่อนละหมาดอีดิ้ลฟิตรี่ (บางคนเรียกตวงข้าวสารฟิตเราะห์ นั่นเรียกผิด คำที่ถูกคือฟิตรี่) ซะกาตประเภทนี้ไม่เหลือเก็บเข้าคลัง ต้องจำหน่ายจ่ายแจกให้กับบุคคลผู้มีสิทธิ์รับซะกาตให้เสร็จสิ้นภายในก่อนละหมาดอีดฟิตรี่
3.1.1  คุณสมบัติผู้ที่จะต้องชำระซะกาตฟิตรี่คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนไปถึงแก่ชราที่ยังมีชีวิตและที่มีอาหารพอกินตลอดทั้งวัน บุคคลที่ไม่สามารถชำระด้วยตัวเองได้ให้ผู้ปกครองรับผิดชอบชำระแทน ต้องชำระซะกาตฟิตรี่นี้ให้แก่บุคคล 8 ประเภทที่มีสิทธิ์รับซะกาต (ท่านนบีฯและครอบครัว ไม่รับซะกาตและเซาะดะเก๊าะห์)
 3.1.2  ผู้มีสิทธิ์รับซะกาต มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน บทที่ 9 โองการที่ 60 ซึ่งมีจำนวน 8 ประเภท ดังนี้
     1. ยากจน ฟากิร
فقير  Poor หมายถึง คนที่ยากไร้ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีค่าใช้จ่ายประจำวันและไม่มีอาชีพทำ หรือไม่มีงานการที่แน่นอน และไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของตนได้ ให้จ่ายซะกาตให้เพียงพอที่พวกเขาจะได้นำไปเป็นทุนดำเนินอาชีพต่อไป
     2. คนขัดสน มิสกีน
مِسْكِيْنَ  Wretched หมายถึง บุคคลที่มีอาชีพทำ แต่รายได้ไม่พอเพียงกับรายจ่าย ให้บริจาคซะกาตเพื่อช่วยเพิ่มทุนอาชีพ หรือเสริมในส่วนที่ขาด มิสกีน  หมายถึง  คนขัดสน หรือบุคคลที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนในประเภทที่ 1  โดยได้รับรายได้ในระดับเส้นแห่งความยากจน  พวกเขาอาจมีงานทำที่แน่นอนและมีทรัพย์สินอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของตัวเองได้
     3. ผู้เข้ารับอิสลาม หมายถึง บุคคลที่เข้ามารับอิสลาม ให้จ่ายซะกาตแก่เขา แม้เขาจะมีฐานะดีก็ตาม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เขา ซะกาตจะเป็นเครื่องร้อยรัดความเป็นพี่น้องกัน และเพื่อกล่อมเกลาจิตใจเขาให้มั่นคงกับอิสลามตลอดไป และนอกจากนี้มีคนไทยมุสลิมหลายคนที่อยู่ในภาวะนี้ คือ ถูกตัดขาดจากครอบครัวเมื่อหันมาเข้ารับอิสลาม
     4. เจ้าหน้าที่จัดการเกี่ยวกับซะกาต ซะกาตุลอะม้าล (ที่ทำงานในบัยตุ้ลมาล)
زكاة العمال (بيت المال)  หมายถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐ หรือ องค์การ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ รักษาดูแล บริหารกองทุนซะกาต ให้จ่ายเงินจากกองทุนซะกาตเป็นค่าตอบแทนแก่เขา
     5. ทาสที่จะไถ่ตัวเอง หมายถึง ทาสที่ต้องการค่าไถ่ตัวจากนาย เพื่อเป็นเสรีชน โดยนายทาสได้อนุญาตให้หาค่าไถ่ตัว ให้รับซะกาตได้เฉพาะเท่าจำนวนที่จะนำไปไถ่ตัวเท่านั้น
     6. ผู้มีหนี้สิน หมายถึง บุคคลที่เป็นหนี้ในทางที่ไม่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนา เช่น เป็นหนี้เพราะความจำเป็นเฉาะหน้า เป็นหนี้เพราะช่วยเหลือผู้อื่น เป็นหนี้เพราะไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมกรณีพิพาท เป็นต้น ให้รับซะกาตตามจำนวนหนี้สินที่เขามีอยู่เท่านั้น
     7. ผู้พลัดถิ่น หมายถึง ผู้เดินทางที่ขาดปัจจัยการเดินทาง ให้เขารับซะกาตได้เฉพาะที่จะจ่ายในการเดินทางเท่านั้น
     8. ในทางของอัลลอฮฺ หมายถึง บุคคลที่สละชีวิตของตนเองในทางของอัลลอฮฺ เพื่อปกป้องอธิปไตยของศาสนา และเชิดชูศาสนาให้สูงส่ง ให้เขารับซะกาตเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของเขา
3.2    ซะกาตทรัพย์สินในรอบปี الزكاة الأصول السنوية Annual Asset zakat
คำว่า ซะกาตนี้ หมายถึง การซักฟอก การทำให้สะอาด บริสุทธิ์ และการเจริญเติบโต ของทรัพย์สิน
ศาสนาอิสลามมีลักษณะแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ เนื่องจากได้บัญญัติครอบคลุมถึงวิถีชีวิต ของผู้นับถือ ทุกๆ ด้าน ตั้งแต่เกิดว่าจะต้องทำอย่างไร โตขึ้นมาจะทำอย่างไรกับชีวิตตนเองและสังคมรอบด้าน อิสลามสอนให้รักสามัคคี ดูแลเอาใจใส่ตน ครอบครัว และเพื่อนบ้าน จนถึงความตายว่าจะต้องทำอย่างไรกับชีวิต และหน้าที่ของญาติผู้ตายจะจัดการกับศพอย่างไร มีวิธีการขั้นตอนไว้ให้ปฏิบัติแบบเดียวกันหมดทั่วโลก มุสลิมทุกคน ไม่สามารถ แยกอิสลาม ออกจากวิถี การดำเนินชีวิต ไม่สามารถ เลือกปฏิบัติ เฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่าง เฉพาะบางประการ ตามหลัก ศาสนาได้ การชำระซะกาต ระบุให้มุสลิมทุกคน ที่มีฐานะ ทางเศรษฐกิจ ตามศาสนา บัญญัติ คือ มีทรัพย์สิน เหลือจากปัจจัยสี่ (ที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค) และ ถือครองทรัพย์สินครบรอบ ๑ ปี (จันทรคติแบบอิสลาม 1 ปีมี 12 เดือนเช่นกัน แต่ในหนึ่งเดือนจะมี เพียง 29 หรือ 30 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับการขึ้นมาปรากฏของดวงจันทร์ในแต่ละเดือน) ซะกาตอาจเปรียบได้ว่าเป็นการชำระภาษีประจำปี
ضريبة سنوية   Annual Tax ซึ่งในสมัยโบราณนั้นอาจจะยังไม่เรียกว่าภาษี หรือยังไม่มีการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นประจำปีกัน อิสลามโดยอัลลอฮ์และท่านนบีฯจึงจัดให้มีการเก็บซะกาตขึ้นมาเพื่อนำรายได้นั้นไปทำนุบำรุงประชาชน และสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน จนไปถึงระดับประเทศ
วัตถุประสงค์ ในการจ่าย ก็เพื่อเป็นการยืนยัน ถึงความศรัทธา และเพื่อซักฟอก ทรัพย์สิน และจิตใจของ ผู้จ่าย ให้มีความสะอาด บริสุทธิ์ รวมทั้งการกระจายทรัพย์สินตัวซะกาตให้กลับไปบริการรับใช้สังคมและประเทศชาติต่อไป
                อัตราการชำระซะกาต
3.2.1 ประเภทเงินสด เครื่องเงิน ทองคำ ที่เก็บสะสมไว้ครบรอบปีต้องนำชำระในอัตรา ร้อยละ 2.5 (สองจุดห้า) จากในจำนวนทั้งหมดที่มีเก็บสะสมอยู่ จำนวนที่เทียบโดยนักวิชาการปัจจุบัน คือ 100,000.- เงินและทองคำ ต้องมีน้ำหนักเกิน 5 บาท (น้ำหนักทองคำ 1 บาท หนัก 15.244 กรัม)
3.2.2  ประเภทผลผลิตจากการเพาะปลูก ถ้าใช้แต่น้ำฝน ชำระอัตราร้อยละ 5 จากน้ำหนัก 700 ก.ก.
3.2.3  ประเภทปศุสัตว์ (ดูเรื่องอัตราการชำระประเภทปศุสัตว์)
ตัวอย่างย่อๆ ของ ซะกาต
ชนิดทรัพย์สิน
พิกัดต่ำสุด
อัตราซะกาต
รอบปี
ทองคำ  เงิน  เงินออม ค่าจ้าง  หุ้น  ส่วนแบ่งและทรัพย์สินเพื่อการทำธุรกิจค้าขาย
ทองคำน้ำหนัก 85 กรัม
หรือน้ำหนัก5บาท
2.5%
1 ปี
ปศุสัตว์
แพะ  แกะ


40  ตัว (ต่ำสุด)
400  ตัว (สูงสุด)

1 ตัว
ตัว

1 ปี

วัว  ควาย

30  ตัว (ต่ำสุด)
120  ตัว (สูงสุด)
1 ตัว
ตัว
ปี
อูฐ
25  ตัว (ต่ำสุด)
120  ตัว (สูงสุด)
ตัว
ตัว
1 ปี
ผลผลิตจากการเพาะปลูก
700  กิโลกรัม
10%(ในกรณีใช้น้ำฝน)
5%(กรณีใช้น้ำจากการชลประทาน)
ปี
ทรัพย์สินที่ค้นพบ เก็บมาได้ ขุดค้นพบ
พิจารณาตามพิกัดทองคำ
20 %
ต่อครั้ง
พิกัดอัตราทีกล่าวเพียงคร่าวๆ ยังมีรายละเอียดอีกมากเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของปศุสัตว์ที่จะนำชำระ เช่น มีปศุสัตว์กี่ตัว ต้องชำระเป็นลุก หรือแม่ หรือแม่นม หรือตัวผู้ตัวเมีย


4.      ถือศีล-อด ในเดือนเราะมะฎอน صوم الرماضان Fasting Al ramadan เพื่อชำระจิตใจให้รำลึกถึงอัลลอฮ์ว่า เราได้ปฏิบัติศาสนกิจด้วยความหวังความแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ เรามีเงินทองทรัพย์สินมากมายก็ต้องปฏิบัติศีล-อดไปพร้อมกับคนที่ไม่มีจะกิน เงินจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการใช้ชีวิตที่จะแสวงหาสัจธรรมและคุณธรรม หรือการจะตอบสนองคุณต่ออัลลอฮ์ ด้วยการทำอิบาดะห์ (สักการบูชา)
การถือศีล-อด จะทำเมื่อเข้าเดือนที่ 9 แห่งฮิจเราะห์ศักราช (ปฏิทินจันทรคติ) เริ่มตั้งแต่ถ้าเห็นดวงเดือนเสี้ยวขึ้นจับท้องฟ้าค่ำลงตะวันลับขอบฟ้าวีนที่29 เดือนชะอ์บาน หรือถ้าเดือนชะอ์บานมี 30 วัน ก็เริ่มวันที่ 1 เราะมฎอนรุ่งขึ้นได้เลย (เดือนในอาหรับจะมี 29 หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับการปรากฏของดวงจันทร์เป็นเกณฑ์)
การเริ่มถือศีลให้กินดื่ม บริโภค เสพสุขกันตั้งแต่หลังตะวันตกดิน ไปจนถึงเวลาก่อนแสงตะวันจับขอบฟ้าเป็นเส้นขาว ผู้ที่นอนแล้วตื่นมาพอดีกับแสงตะวันจับขอบฟ้าให้เชารีบกินและดื่มอย่างเร่งรีบแล้วถือศีลไปได้เลย
กิจกรรม
ชื่อเดือนในปีฮิจเราะห์ศักราช
1.       มุฮัรรอม المحرّم ต้องห้าม ได้ชื่อนี้มาเพราะเป็นการผิดกฎหมายหากสู้รบกันในเดือนนี้ เป็นเดือนที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเป็นอันดับสองในปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ และมีวันอาชูรออ์
2.       เศาะฟัร صفر ว่างเปล่า คาดว่าได้ชื่อนี้มาเพราะชาวอาหรับนอกศาสนาปล้นสะดมในเดือนนี้และทิ้งให้บ้านว่างเปล่า บ้างก็ว่าชาวเมืองเมกกะเดินทางออกจากเมืองในเดือนนี้จนเมืองว่างเปล่า
3.       รอบีอุลเอาวัล ربيع الأوّل ฤดูใบไม้ผลิแรก
4.       รอบีอุษษานี ربيع الثاني หรือ ربيع الآخر, ฤดูใบไม้ผลิที่สอง (หรือหลัง)
5.       ญุมาดัลอูลา جمادى الأولى  เดือนแรกที่ผืนดินแห้งแล้ง
6.       ญุมาดัษษานียะฮฺ جمادى الآخرة , جمادى الثانية เดือนที่สอง (หรือหลัง) ที่ผืนดินแห้งแล้ง
7.       เราะญับ رجب  เคารพ หรือ "ให้เกียรติ") เป็นเดือนต้องห้ามอีกเดือนหนึ่งซึ่งแต่โบราณแล้วห้ามสู้รบกันในเดือนนี้
8.       ชะอ์บาน شَعْبَانُ, กระจาย ตรงกับช่วงที่เผ่าอาหรับกระจายกันไปหาน้ำ
9.       เราะมะฎอน رمضان เป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ ชาวมุสลิมจะถือศีลอดในช่วงเช้าจนถึงตะวันตกดิน
10.    เชาวาล شَوَّال  ยก เป็นช่วงของปีที่อูฐตัวเมียยกหางขึ้นหลังจากเกิดลูกแล้ว
11.    ซุลกิอฺดะฮฺ  ذُوْالقِعْدَةِ  เดือนแห่งการพักรบ เป็นอีกเดือนหนึ่งที่สงครามถูกห้าม
ซุลหิจญะฮฺ  ذُوالحِجَّةِ เดือนแห่งการแสวงบุญ หมายถึงการแสวงบุญไปยังเมกกะประจำปีของมุสลิม ที่เรียกว่า หัจญ์
รายชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์
1.        Yawmil-Ahad  يوم الأحد  แปลว่าวันแรก คือวันอาทิตย์ (วันหยุดศาสนาคริสต์)
2.        Yawmil-Ithnayn  يوم الاثنين  วันที่สอง คือวันจันทร์
3.        Yawmith-Thulaatha’a يوم الثلاثاء  วันที่สาม คือวันอังคาร
4.        Yawmil-Arba'a  يوم الأربعاء  วันที่สี่ คือวันพุธ
5.        Yawmil-Khams  يوم الخميس  วันที่ห้า คือวันพฤหัสบดี
6.        Yawmil-Jumu'ah  يوم الجمعة  gathering day คือวันศุกร์ วันชุมนุมละหมาดวันศุกร์เพื่อฟังคุตบะห์ เทศนาธรรม)
7.        Yawmis-Sabtu  يوم السبت  วันสะบาโต (วันหยุดศาสนายูดาย)

ข้อห้ามขณะที่ถือศีล-อด มีดังนี้
เริ่มตั้งแต่ตะวันขึ้น สิ้นสุดเมื่อตะวันลับขอบฟ้าลงไป
- ห้าม กิน ดื่ม ดม ดู ฟัง
- ห้าม น้ำ อาหาร ดมยาดม บุหรี่ก็ห้ามสูบ
- ห้าม ยารักษาโรคที่ชนิดต้องกลืนกิน ยาฉีด หรือยาพ่นคอ อนุโลม
- ห้าม เสพสิ่งต่างๆ เข้าร่างกายและจิตใจ เช่นห้ามดูหนัง ฟังเพลง ร้องรำทำเพลง สนุกสนานเฮฮา เล่นไลน์ เล่นเฟสบุ้ค จ้องมองเพศตรงข้าม จ้องมองหน้ารูปในหนังสือ หรือสื่อใดๆ
-
ห้าม พูดจาเพ้อเจ้อ เหลวไหล นินทา ว่าร้ายผู้อื่น สอเสียด ให้พูดจาแต่สิ่งดีงาม
-
ห้าม โกรธ โมโหโทโส ฉุนเฉียว หงุดหงิด ต้องปล่อยผ่านให้ทุกอย่างที่ไม่ถูกใจให้ผ่านไป อย่าใส่ใจกับมัน
-
ห้าม แอบหลบหลับนอน เช้ายันค่ำ ให้ทำมาหากินไปตามปกติ
- ห้าม เสพสังวาส และกิจกรรมทางเพศ คลุกเคล้าคลอเคลียกัน กอด จูบ ลูบ ไล้
- ห้ามยกเลิกการถือศีลกลางคัน ยกเว้นหญิงที่มีระดู คลอดบุตร มีเลือดเสียอื่นๆ
ข้อยกเว้นผู้ไม่ต้องถือศีล
- เด็กเล็กที่ยังไม่บรรลุศาสนบัญัติ (หญิงยังไม่มีระดู ชายยังไม่มีน้ำอสุจิ)
- คนงานที่ทำงานหนัก แบกหาม ทำไร่ไถทำนา ทำงานกับเครื่องจักรยนต์  *ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้ (
قَضَاءٌ) แต่ต้องจ่ายฟิตยะฮฺ
- คนชราที่ไม่สามารถ อดอาหารได้ *ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้ (
قَضَاءٌ) แต่ต้องจ่ายฟิตยะฮฺ
- ผู้ป่วยเรื้อรัง ต้องกินยาและอาหารอย่างต่อเนื่อง  *ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้ (
قَضَاءٌ) แต่ต้องจ่ายฟิตยะฮฺ
- คนเดินทางไกล (ต้องถือศีลชดใช้ในภายหลัง)
ฟิดยะฮฺ คือการออกอาหารหลักในแต่ละวันตามจำนวนที่ขาดไปเป็นจำนวน 1 มุดฺ (ประมาณ 600 กรัม) ส่วนถ้าหากยังมีอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง เช่น ยังคงป่วยและมีความจำเป็นต้องกินยาตามคำสั่งของหมอโดยตลอดจนกระทั่งเข้าสู่รอมาฎอนถัดไป ก็จำเป็นต้องชดใช้ (قَضَاءٌ) เพียงอย่างเดียวและไม่จำเป็นต้องออกฟิดยะฮฺแต่อย่างใด (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ เล่มที่ 2 หน้า 92) ส่วนกรณีของผู้ป่วยเรื้อรังไม่หวังหายและไม่สามารถถือศีลอดได้ ก็ให้ออกฟิดยะฮฺตามจำนวนวันที่ขาดไป และไม่จำเป็นต้องถือศีลอดชดใช้ เพราะไม่สามารถถือศีลอดได้แต่เดิมอยู่แล้ว (อ้างแล้ว 2/94)
ค่าปรับที่เป็นข้าวสารนี้ คือ ข้าวฟิตยะห์ 
วันนึงกินข้าว 3 มื้อ ก็จ่าย 3 มุด
มีคำถามต่อมาว่า 1 มุด เท่ากับเท่าไหร่
4 มุด เท่ากับ 1 กันตัง
1 กันตัง เท่ากับ ข้าว ครึ่่งถุง (2.5 กิโลกรัม)

5.      หัจญ์ ณ บัยตุ้ลเลาะห์ حاج في بيت الله  Pilgrimage (Hajji) ไม่บังคับผู้ที่ไม่มีความสามรถ
คุณสมบัติผู้ที่จะต้องไปทำหัจญ์
5.1  ต้องเป็นมุสลิม
5.2  ต้องมีอายุครบตามศาสนาบัญญัติ (ชายต้องมีอสุจิแล้ว, หญิงต้องมีระดูแล้ว)
5.3  ต้องมีทุนทรัพย์ที่จะใช้จ่ายระหว่างเดินไปกลับ และระหว่างที่อยู่ในช่วงการออกจากบ้านไปประกอบพิธีหัจญ์
5.4  ต้องมีทุนทรัพย์ไว้ให้ทางครอบครัวที่อยู่บ้านด้วยความสมบูรณ์เทียบเท่าที่เคยอยู่ร่วมกันมา
5.5  ต้องมีความปลอดภัยระหว่างทางที่จะไปและกลับ ต้องไม่อยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
5.6  ต้องมีสติสัมปะชัญญะสมบูรณ์ ไม่วิกลจริต
5.7  ถ้าเป็นผู้หญิงจะต้องมี “มะห์ร็อม (ผู้คุ้มครอง)” (มะห์ร็อมคือญาติฝ่ายชายผู้ไม่อนุญาตแต่งงานกับนางได้โดยเด็ดขาด เช่นพ่อ ปู่ ตา ลุง อา น้า พี่ น้อง หลาน พี่เขย น้องเขย พ่อสามี พ่อเลี้ยง)

ป้ายกำกับ: , , , ,

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก