อัลกุรอานญุซอ์ที่ 25
ญุซอ์ที่ 25
[41.47]
ความรู้แห่งยามอวสานนั้นถูกอ้างกลับไปยังพระองค์ ไม่มีผลไม้ใดออกมาจากเปลือกของมัน
และไม่มีหญิงใดอุ้มครรภ์ หรือคลอดทารกออกมา เว้นแต่ด้วยความรอบรู้ของพระองค์
และวันที่พระองค์ทรงร้องเรียกพวกเขาว่า ไหนเล่าภาคีทั้งหลายของข้า
พวกเขาจะกล่าวว่า เราขอยืนยันต่อพระองค์ว่า ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราเป็นพยานได้
[41.48] และสิ่งที่พวกเขาวิงวอนกราบไหว้
ได้เตลิดหนีไปจากพวกเขา และพวกเขาเชื่อมั่นว่า พวกเขานั้นไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้
[41.49]
มนุษย์จะไม่เบื่อหน่ายต่อการวิงวอนขอความดี แต่เมื่อความทุกข์ยากประสบแก่พวกเขาเข้าเขาก็จะท้อถอยหมดอาลัย
[41.50]
และเมื่อเราได้ให้เขาลิ้มรสความเมตตาจากเราหลังจากความทุกข์ยากได้ประสบแก่เขา
แน่นอนเขาก็จะกล่าวว่า นี่คือความสามารถของฉัน
และฉันไม่คิดว่ายามอวสานนั้นจะเกิดขึ้น แต่ถ้าฉันถูกส่งกลับไปยังพระเจ้าของฉัน
แน่นอนฉันจะมีคุณความดี ณ ที่พระองค์ ดังนั้นเรา (อัลลอฮ์)
จะให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้รู้เห็นในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้
และแน่นอนเราจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษอันรุนแรง
[41.51]
และเมื่อเราได้ให้ความโปรดปรานแก่มนุษย์ เขาก็เหินห่างและปลีกตัวออกไปข้าง ๆ
และเมื่อความทุกข์ประสบแก่เขา เขาก็เป็นผู้วิงวอนขออย่างยืดเยื้อ
[41.52] จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด
พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า ถ้าอัลกุรอานมาจากอัลลอฮ์
แล้วพวกท่านปฏิเสธที่จะศรัทธาต่ออัลกุรอาน
ใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่อยู่ในการแตกแยกอย่างลิบลับ
[41.53] เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้นและ
ในตัวของพวกเขาเอง จนกระทั่งจะเป็นประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอานนั้นเป็นความจริง
ยังไม่พอเพียงอีกหรือ ที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง
[41.54]
พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเขาอยู่ในการสงสัยเกี่ยวกับการพบพระเจ้าของพวกเขาพึงรู้เถิดว่า
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงล้อมทุก ๆ สิ่งไว้
42. ซูเราะห์อัชชูรอ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา
ผู้ทรงปรานี
[42.1] แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง
[42.2] อัยนฺ ซีน ก๊อฟ
[42.3] เช่นนั้นแหละ ได้มีวะฮีย์ยฺมายังเจ้า
และมายังบรรดา (ร่อซู้ล) ก่อนหน้าเจ้า อัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
[42.4] สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย
และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นสิทธิของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้สูงส่ง
ผู้ทรงยิ่งใหญ่
[42.5]
ชั้นฟ้าทั้งหลายแทบจะพังทลายลงมาจากเบื้องบนพวกมันขณะที่มลาอิกะฮ์ต่างก็แซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญต่อพระเจ้าของพวกเขา
และขออภัยให้แก่ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ พึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น
พระองค์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ
[42.6]
และบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาผู้คุ้มครองอื่นจากพระองค์นั้น
อัลลอฮ์ทรงเฝ้าดูพวกเขาและเจ้ามิใช่ผู้ดูแลคุ้มครองพวกเขา
[42.7] และเช่นนั้นแหละ
เราได้วะฮีย์ยฺอัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับแก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้ตักเตือนอุมมุลกุรอ
(ชาวมักกะฮ์) และผู้ที่อยู่รอบเมืองนั้น
และเตือนถึงวันแห่งการชุมนุมซึ่งไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในวันนั้น
พวกหนึ่งจะอยู่ในสวรรค์ และอีกพวกหนึ่งจะอยู่ในไฟที่ลุกช่วงโชติ
[42.8] และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์
แน่นอนจะทรงให้พวกเขาเป็นประชาชาติเดียวกัน
แต่พระองค์จะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เข้าสู่ความเมตตาของพระองค์
ส่วนบรรดาผู้อธรรมนั้น พวกเขาไม่มีผู้คุ้มครอง และไม่มีผู่ช่วยเหลือ
[42.9]
หรือว่าพวกเขาได้ยึดถือเอาคนอื่นจากพระองค์เป็นผู้คุ้มครอง
แต่อัลลอฮ์คือผู้คุ้มครอง และพระองค์คือผู้ทรงให้ชีวิตแก่คนตาย
และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งอย่าง
[42.10]
และอันใดที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องนั้นฯ
ดังนั้นการชี้ขาดตัดสินย่อมกลับไปหาอัลลอฮ์ นั้นคืออัลลอฮ์พระเจ้าของฉัน
แด่พระองค์เท่านั้น ฉันขอมอบหมายและยังพระองค์เท่านั้นฉันจะกลับไปหา
[42.11]
พระเจ้าผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน
พระองค์ทรงทำให้มีคู่ครองแก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง
และจากปศุสัตว์ทรงให้มีคู่ผัวเมีย
ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรงแพร่พันธุ์พวกเจ้าให้มากมาย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์
และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
[42.12] กุญแจ (การควบคุมกิจการ)
แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นสิทธิ์ของพระองค์
พระองค์ทรงเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงให้คับแคบ
[42.13]
พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้าเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูห์
และที่เราได้วะฮีย์ยฺแก่เจ้าก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮิม และมูซา
และอีซาว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา
แต่เป็นเรื่องใหญ่แก่พวกตั้งภาคีที่เจ้าเรียกร้อง เชิญชวนพวกเขาไปสู่ศาสนานั้น
อัลลอฮ์ทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และทรงชี้แนะทางสู่พระองค์ผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์
[42.14]
และพวกเขามิได้แตกแยกกันเว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว
ทั้งนี้เพราะความริษยาระหว่างพวกเขากันเอง
และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกไว้ที่พระเจ้าของเจ้าจนถึงวาระที่กำหนดไว้แล้ว
แน่นอนก็จะในระหว่างพวกเขาถูกตัดสิน และแท้จริงบรรดาผู้ได้รับมรดก
คัมภีร์นี้หลังจากพวกเขานั้น อยู่ในการสงสัยวุ่นวายเกี่ยวกับคัมภีร์นั้น
[42.15] ดังนั้น
เพื่อการนี้แหละเจ้าจงเรียกร้องเชิญชวนและดำรงมั่นอยู่ในแนวทางที่เที่ยงธรรมดังที่เจ้าได้รับบัญชา
และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขา และจงกล่าวว่า
ฉันได้ศรัทธาในสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์ตามที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา
และฉันรับบัญชาให้ตัดสินระหว่างพวกท่านด้วยความเที่ยงธรรม อัลลอฮ์คือ
พระเจ้าของฉันและพระเจ้าของพวกท่าน (การตอบแทน) การงานของฉันก็จะได้แก่ฉันและ
(การตอบแทน) การงานของพวกท่านก็จะได้แก่พวกท่าน ไม่มีการโต้แย้งใด ๆ
ระหว่างพวกเรากับพวกท่าน อัลลอฮ์จะทรงรวบรวมพวกเราทั้งหมด
และยังพระองค์คือการกลับไป
[42.16] ส่วนบรรดาผู้โต้แย้งเกี่ยวกับ
(ศาสนาของ) อัลลอฮ์หลังจาก (ศาสนานั้น) ได้เป็นที่ยอมรับแล้ว การโต้แย้งของพวกเขาปราศจากเหตุผลในทัศนะของพระเจ้าของพวกเขา
และพวกเขาจะได้รับความกริ้วโกรธ และพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างสาหัส
[42.17] อัลลอฮ์คือผู้ประทานคัมภีร์นี้
(อัลกุรอาน) ลงมาด้วยความจริงและทรงประทานความสมดุล และอะไรเล่าจะทำให้เจ้ารู้ได้
บางทียามอวสานนี้อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง
[42.18]
บรรดาผู้ไม่ศรัทธาในเรื่องนี้เร่งเร้าจะให้เกิดขึ้น
ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาก็มีความหวั่นกลัวในเรื่องยามอวสาน
และพวกเขารู้ว่ามันเป็นความจริง
พึงรู้เถิดว่าแท้จริงบรรดาผู้โต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องยามอวสานนั้นอยู่ในการหลงผิดอันไกลลิบอย่างแน่นอน
[42.19] อัลลอฮ์ทรงเอ็นดูต่อปวงบ่าวของพระองค์
ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงพลัง
ผู้ทรงอำนาจ
[42.20]
ผู้ใดปรารถนาผลตอบแทนของปรโลกเราจะเพิ่มผลตอบแทนของเขาแก่เขา
และผู้ใดปรารถนาผลตอบแทนของโลกดุนยา เราจะให้แก่เขาบางส่วนในสิ่งนั้น
และสำหรับเขาจะไม่ได้ส่วนใดอีกในปรโลก
[42.21] หรือว่าพวกเขามีภาคีต่าง ๆ
ที่ได้กำหนดศาสนาแก่พวกเขา
ซึ่งอัลลอฮ์มิได้ทรงอนุมัติและหากมิใช่ลิขิตแห่งการตัดสิน
(ที่ได้กำหนดไว้ก่อนแล้ว) ก็คงมีการตัดสินใจในระหว่างพวกเขา
แท้จริงบรรดาผู้อธรรมสำหรับพวกเขาได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
[42.22]
เจ้าจะเห็นบรรดาผู้อธรรมเป็นผู้หวั่นกลัวเนื่องจากสิ่งที่พวกเขาขวนขวายเอาไว้
และมันจะต้องเกิดขึ้นแก่พวกเขา ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีต่าง ๆ
จะอยู่ในอุทยานแห่งสวนสวรรค์ สำหรับพวกเขาจะได้สิ่งที่พวกเขาปรารถนา ณ
ที่พระเจ้าของพวกเจ้านั่นคือความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่
[42.23] นั่นคือ (ความโปรดปราน)
อัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของพระองค์
ซึ่งพวกเขาได้ศรัทธาและปฏิบัติความดีต่าง ๆ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด
ฉันมิได้ขอร้องค่าตอบแทนใด ๆ เพื่อการนี้
เว้นแต่เพื่อความรักใคร่ในเครือญาติและผู้ใดกระทำความดี
เราจะเพิ่มพูนความดีในนั้นให้แก่เขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงชื่นชม
(เพราะการภักดีของพวกเขา)
[42.24] หรือพวกเขากล่าวว่า เขา (มุฮัมมัด)
ได้อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ ดังนั้นหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์
พระองค์จะทรงผนึกหัวใจเจ้าก็ได้ และอัลลอฮ์ทรงขจัดความเท็จให้หมดไป
และทรงยืนยันความจริงด้วยคำกล่าวของพระองค์ (อัลกุรอาน)
แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก
[42.25]
และพระองค์คือผู้ทรงรับการขออภัยโทษจากปวงบ่าวของพระองค์
และทรงอภัยจากความผิดทั้งหลายและพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
[42.26] และพระองค์ทรงตอบรับ (การวิงวอน)
ของบรรดาผู้ศรัทธา และพวกเขากระทำความดีทั้งหลาย
และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนจากความโปรดปรานของพระองค์แก่พวกเขา
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างสาหัส
[42.27]
และหากอัลลอฮ์ทรงประทานปัจจัยยังชีพอย่างกว้างขวางแก่ปวงบ่าวของพระองค์
แน่นอนพวกเขาก็จะก่อความเสียหายขึ้นในแผ่นดิน
แต่พระองค์ทรงประทานให้ตามปริมาณที่พระองค์ทรงประสงค์
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงตระหนักรู้ ผู้ทรงเห็นต่อปวงบ่าวของพระองค์
[42.28]
และพระองค์คือผู้ทรงหลั่งน้ำฝนลงมาหลังจากที่พวกเขาหมดหวังกันแล้ว และพระองค์ทรงแผ่กระจายพระเมตตาของพระองค์
และพระองค์เป็นผู้ทรงคุ้มครอง ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
[42.29] และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์
คือการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน
และสิ่งที่พระองค์ทรงแพร่กระจายไปทั่วในระหว่างทั้งสองนั้นแก่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายและพระองค์เป็นผู้ทรงอานุภาพที่จะรวบรวมพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงประสงค์
[42.30]
และเคราะห์กรรมอันใดที่ประสบแก่พวกเจ้า ก็เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเจ้าได้ขวนขวายได้
และพระองค์ทรงอภัย (ความผิดให้) มากต่อมากแล้ว
[42.31]
และพวกเจ้าไม่สามารถจะหนีรอดไปได้ในแผ่นดินนี้ และอื่นจากอัลลอฮ์
สำหรับพวกเจ้านั้นไม่มีผู้คุ้มครอง และไม่มีผู้ช่วยเหลือ
[42.32]
และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือมีนาวาทั้งหลายเดินราบเรียบอยู่ในท้องทะเลเยี่ยงภูเขา
[42.33] ถ้าพระองค์ทรงประสงค์
พระองค์ก็จะทรงให้ลมหยุดนิ่งแล้วมัน (นาวานั้น) ก็จะหยุดลอยนิ่งอยู่ในท้องทะเลนั้น
แท้จริงในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณแก่ผู้อดทน ผู้ขอบคุณทุกคน
[42.34] หรือพระองค์จะทรงทำให้มัน (นาวานั้น)
อับปางลงก็ได้ เนื่องด้วย (ความชั่ว) ที่พวกเขาขวนขวายเอาไว้ และพระองค์ทรงอภัย
(ความผิดให้) มากต่อมากแล้ว
[42.35] และเพื่อให้บรรดาผู้โต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาณทั้งหลายของเราจะได้รู้ว่า
สำหรับพวกเขานั้นไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้
[42.36]
และสิ่งใดที่พวกเจ้าได้รับนั้นเป็นเพียงการสนุกสนานเพลิดเพลินแห่งชีวิตของโลกนี้เท่านั้น
แต่สิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮ์นั้น ดีกว่าและจีรังกว่า
สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาและพวกเขามอบหมายไว้วางใจแด่พระเจ้าของพวกเขา
[42.37]
และบรรดาผู้ที่หลีกเลี่ยงการทำบาปใหญ่และการทำลามก
และเมื่อพวกเขาโกรธพวกเขาก็อภัยให้
[42.38]
และบรรดาผู้ตอบรับต่อพระเจ้าของพวกเขาและดำรงละหมาด
และกิจการของพวกเขามีการปรึกษาหารือระหว่างพวกเขาและเขาบริจาคสิ่งที่เราได้ให้เครื่องปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา
[42.39]
และบรรดาผู้ที่เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นแก่พวกเขา พวกเขาก็แก้แค้นตอบแทน
[42.40]
และการตอบแทนความชั่วคือความชั่วเยี่ยงมัน แต่ผู้ใดอภัย
และไกล่เกลี่ยคืนดีกันรางวัลตอบแทนของเขาอยู่ที่อัลลอฮ์
แท้จริงพระองค์ไม่ชอบบรรดาผู้อธรรม
[42.41]
แต่ถ้าผู้ใดแก้แค้นตอบแทนหลังจากได้รับความอธรรม
ชนเหล่านั้นจะไม่มีทางตำหนิแก่พวกเขา
[42.42]
ส่วนที่จะเกิดโทษนั้นได้แก่บรรดาผู้ที่อธรรมต่อมนุษย์
และก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในแผ่นดินโดยปราศจากความเป็นธรรม
ชนเหล่านี้พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
[42.43] และแน่นอนผู้ที่อดทนและให้อภัย
แท้จริงนั่นคือ ส่วนหนึ่งจากกิจการที่หนักแน่นมั่นคง
[42.44] และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้เขาหลงทาง
ดังนั้นสำหรับเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองภายหลังจากพระองค์และเจ้าจะเห็นบรรดาผู้อธรรมเมื่อพวกเขามองเห็นการลงโทษ
พวกเขาจะกล่าวว่า มีทางบ้างไหมที่จะกลับไป (ยังโลกดุนยา)
[42.45]
และเจ้าจะเห็นพวกเขาถูกนำมาข้างหน้าไฟนรกพวกเขาจะถ่อมตัวลงอย่างน่าสังเวชมองดูอย่างหลบสายตา
และบรรดาผู้ศรัทธาจะกล่าวว่า แท้จริงพวกที่ขาดทุนคือ
บรรดาผู้ที่ทำตัวของพวกเขาและครอบครัวของพวกเขาให้เสียหายยับเยินในวันกิยามะฮ์
พึงทราบเถิด แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นอยู่ในการลงโทษอันถาวร
[42.46]
และสำหรับพวกเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขานอกจากอัลลอฮ์
และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้เขาหลงทาง เขาผู้นั้นก็จะไม่มีทาง (ไปสู่การฮิดายะฮ์ได้)
[42.47] จงตอบรับการเรียกร้องของพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด
ก่อนที่วันหนึ่งจะมาถึง ซึ่งจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปจากอัลลอฮ์ได้
และในวันนั้นสำหรับพวกเจ้าจะไม่มีที่พักพิง และพวกเจ้าก็จะไม่มีทางปฏิเสธด้วย
[42.48] แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้
(ไม่ยอมรับการเรียกร้อง) ดังนั้นเรามิได้ส่งเจ้ามายังพวกเขาเพื่อเป็นผู้คุ้มกันรักษา
หน้าที่ของเจ้ามิใช่อื่นใดนอกจากการเผยแผ่เท่านั้น
และแท้จริงถ้าเราจะให้มนุษย์ลิ้มรสความเมตตาจากเรา
เขาก็จะยินดีปรีดาต่อความเมตตานั้น และหากเคราะห์กรรมประสบแก่พวกเขา
เนื่องจากน้ำมือของพวกเขาได้ประกอบเอาไว้ ดังนั้นแน่นอนมนุษย์นั้นเป็นผู้เนรคุณเสมอ
[42.49]
อำนาจเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์
พระองค์ทรงประทานลูกหญิงแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
และทรงประทานลูกชายแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
[42.50] หรือพระองค์ทรงประทานรวมให้แก่พวกเขาทั้งหลาย
และลูกหญิง และพระองค์ทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เป็นหมัน
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงอนุภาพ
[42.51]
และไม่เป็นการบังควรแก่มนุษย์คนใดที่จะให้อัลลอฮ์ตรัสแก่เขาเว้นแต่โดยทางวะฮีย์ยฺ
หรือโดยทางเบื้องหลังม่าน หรือโดยที่พระองค์จะส่งทูตมา แล้วเขา (มะลัก)
ก็จะนำวะฮีย์ยฺมาตามที่พระองค์ทรงประสงค์โดยบัญชาของพระองค์
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงปรีชาญาณ
[42.52]
และเช่นนั้นแหละเราได้วะฮีย์ยฺอัลกุรอาน แก่เจ้าตามบัญชาของเรา
เจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอะไรคือคัมภีร์ และอะไรคือการศรัทธาแต่ว่าเราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นแสงสว่างเพื่อชี้แนะทาง
โดยนัยนั้นแก่ผู้ที่เราประสงค์จากปวงบ่าวของเรา และแท้จริงเจ้านั้น
จะได้รับการชี้แนะสู่ทางอันเที่ยงธรรมอย่างแน่นอน
[42.53]
ทางของอัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย
และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ พึงทราบเถิดกิจการทั้งหลายย่อมไปสู่อัลลอฮ์
43. ซูเราะห์อัซซุครุฟ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา
ผู้ทรงปรานี
[43.1] ฮามีม
[43.2] ขอสาบานด้วยคัมภีร์อันชัดแจ้ง
[43.3]
แท้จริงเราได้ทำให้คัมภีร์เป็นกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา
[43.4] และแท้จริงอัลกุรอานนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์
(อัลลูฮุลมะฮ์ฟูซ) ณ ที่เรา คือสูงส่งพรั่งพร้อมด้วยปรัชญา
[43.5]
ดังนั้นจะให้เราหันเหข้อตักเตือนนี้จากพวกเจ้าเสียทีเดียว
เพราะพวกเจ้าเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืนกระนั้นหรือ
[43.6]
และกี่มากน้อยแล้วที่เราได้ส่งนบีมาในชนชาติรุ่นก่อน ๆ
[43.7]
และไม่มีนบีคนใดที่ได้มายังพวกเขาเว้นแต่พวกเขาจะได้เยาะเย้ยเขา (นบี)
[43.8] ฉะนั้นเราจึงได้ทำลาย (หมู่ชน)
ซึ่งเข้มแข็งทางสมรรถภาพมากกว่าพวกเขา และอุทาหรณ์ของชนชาติรุ่นก่อน ๆ
ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว
[43.9]
และหากเจ้าถามพวกเขาใครเล่าเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินนี้
แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า พระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ทรงสร้างมันเหล่านั้น
[43.10]
ผู้ทรงทำให้แผ่นดินแผ่กว้างสำหรับพวกเจ้า
และทรงทำให้มีถนนหนทางในแผ่นดินนั้นสำหรับพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะบรรลุสู่เป้าหมาย
[43.11] และเป็นผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าตามปริมาณ
และด้วยน้ำนั้นเราได้ทรงทำให้แผ่นดินที่แห้งแล้งมีชีวิตชีวาขึ้น
เช่นนั้นแหละพวกเจ้าจะถูกให้ออกมา (จากกุบูร)
[43.12]
และเป็นผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดเป็นคู่ ๆ
และทรงทำให้เรือและปศุสัตว์สำหรับพวกเจ้าเป็นสิ่งที่พวกเจ้าใช้ขี่เป็นพาหนะ
[43.13] เพื่อพวกเจ้าจะได้นั่งอยู่บนหลังของมันอย่างมั่นคง
แล้วพวกเจ้าจะได้รำลึกถึงความโปรดปรานของพระเจ้าของพวกเจ้า
เมื่อพวกเจ้าได้นั่งขี่บนมันอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าก็จะกล่าวว่า
มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา
และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้
[43.14]
และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน
[43.15]
และพวกเขาได้ตั้งบางส่วนจากปวงบ่าวของพระองค์คู่เคียงกับพระองค์
แท้จริงมนุษย์นั้นเนรคุณอย่างชัดแจ้ง
[43.16]
หรือว่าพระองค์ยึดเอาลูกหญิงจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและพระองค์ทรงเลือกลูกชายให้แก่พวกเจ้า
[43.17]
และเมื่อผู้ใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวตามที่เขาได้ตั้งอุปมาพระผู้ทรงกรุณาปรานี
ใบหน้าของเขากลายเป็นหมองคล้ำ และเศร้าสลด
[43.18]
และผู้ที่ถูกเติบโตเลี้ยงดูมาท่ามกลางเครื่องประดับ
และในการโต้ถียงก็ไม่มีอะไรชัดแจ้ง (จะตั้งให้เป็นภาคีต่ออัลลอฮ์) กระนั้นหรือ
[43.19] และพวกเขาได้ตั้งมลาอิกะฮ์
ซึ่งพวกเขาเป็นบ่าวของพระผู้ทรงกรุณาปรานีว่าเป็นเพศหญิง
และพวกเขารู้เห็นเป็นพยานในการสร้างพวกเขาทั้งหลาย (มลาอิกะฮ์) กระนั้นหรือ ? การเป็นพยานของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้และพวกเขาจะถูกสอบสวน
[43.20] และพวกเขากล่าวอีกว่า
หากพระผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงประสงค์พวกเราจะไม่เคารพสักการะพวกเขาดอก (มลาอิกะฮ์)
พวกเขาไม่มีความรู้อันใดในเรื่องนั้น พวกเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากคาดคะเนเท่านั้น
[43.21]
หรือว่าเราได้ประทานคัมภีร์เล่มนึ่งแก่พวกเขาก่อนหน้านั้น
ดังนั้นพวกเขาจึงยึดถือคัมภีร์นั้นไว้อย่างมั่นคง
[43.22] เปล่าเลย พวกเขากล่าวว่า
แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้
ดังนั้นเราจึงดำเนินตามแนวทางของพวกเขา
[43.23] และเช่นนั้นแหละ
เรามิได้ส่งผู้ตักเตือนคนใดก่อนหน้าเจ้าไปยังเมืองใด
เว้นแต่บรรดาผู้ฟุ่มเฟือยของมัน (เมืองนั้น) จะกล่าวว่า
แท้จริงเราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเราอยู่ในแนวทางนี้
ดังนั้นเราจึงดำเนินตามแนวทางของพวกเขา
[43.24] เขา (ร่อซู้ลของพวกเขา)
กล่าวว่าหากว่าฉันได้นำมาให้พวกท่าน
ซึ่งแนวทางที่ถูกต้องกว่าที่พวกท่านได้พบเห็นบรรพบุรุษของพวกท่านยึดถืออยู่เล่า พวกเขากล่าวว่าแท้จริงเราเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่พวกท่านถูกส่งมานั้น
[43.25] ดังนั้นเราได้ตอบแทนพวกเขา
บัดนี้จงดูเถิดว่าบั้นปลายของบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นจะเป็นเช่นไร
[43.26]
และจงรำลึกถึงเมื่ออิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขา และหมู่ชนของเขาว่า
แท้จริงฉันขอปลีกตัวจากสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดี
[43.27] นอกจาก (อัลลอฮ์)
ซึ่งทรงบังเกิดฉันเท่านั้น เพราะแท้จริงพระองค์จะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ฉัน
[43.28] และเขา (อิบรอฮีม) ได้ทำให้คำกล่าว
(ชะฮาดะฮ์) อยู่คงต่อไปในลูกหลานของเขา หวังว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด
[43.29] ยิ่งกว่านั้น ข้าได้ให้พวกเขาเหล่านั้น
และบรรพบุรุษของพวกเขาหลงระเริงอยู่จนกระทั่งได้มีสัจธรรม (อัลกุรอาน) และร่อซู้ล
ผู้ประกาศสาส์นอย่างชัดแจ้งมายังพวกเขา
[43.30] ครั้งเมื่อได้มีสัจธรรมมายังพวกเขา
พวกเขาก็กล่าวว่า นี้คือมายากล และแท้จริง
พวกเราเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสัจธรรมนั้น
[43.31] และพวกเขากล่าวว่า
ทำไมอัลกุรอานนี้จึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่ชายผู้มีความสำคัญแห่งสองเมืองนี้
[43.32]
พวกเขาเป็นผู้แบ่งปันความเมตตาแห่งพระเจ้าของเจ้า กระนั้นหรือ เราต่างหากที่เป็นผู้จัดสรรการทำมาหากินของพวกเขาระหว่างพวกเขาในการมีชีวิตอยู่ในบนโลกนี้
และเราได้เชิดชูบางคนในหมู่พวกเขาเหนือกว่าอีกบางคนหลายชั้น
เพื่อบางคนในหมู่พวกเขาจะเอาอีกบางคนมาใช้งาน
และความเมตตาของพระเจ้าของเจ้านั้นดียิ่งกว่าที่พวกเขาสะสมไว้
[43.33]
และหากมิใช่มนุษย์ทั้งหลายจะได้เป็นประชาชาติหนึ่งเดียวกันแล้ว
แน่นอนเราจะให้ผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานีมีบ้านของพวกเขาหลังคาทำด้วยเงิน
และบันไดที่พวกเขาขึ้น (ก็ทำด้วยเงิน)
[43.34] และบ้านของพวกเขามีประตูและเตียงนอน
(ทำด้วยเงิน) ซึ่งพวกเขาจะนอนเอกเขนกบนมัน
[43.35] และ
(เราจะให้เครื่องประดับแก่พวกเขาที่ทำด้วย) ทองคำ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวแห่งชีวิตในโลกนี้เท่านั้น
ส่วนในปรโลก ณ ที่พระเจ้าของเจ้านั้นสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง
[43.36]
และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงพระผู้ทรงกรุณาปรานี เราจะให้ชัยตอนตัวหนึ่งแก่เขา
แล้วมันก็จะเป็นสหายของเขา
[43.37] และแท้จริง พวกมันจะขัดขวางพวกเขาออกจากทางที่ถูกต้อง
แต่พวกเขาคิดว่า พวกเขานั้นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว
[43.38] จนกระทั่งเมื่อเขาได้มายังเรา
(ในวันกิยามะฮ์) เขาจะเปรยขึ้นว่า อนิจจา
ถ้ระหว่างฉันกับเจ้ามีระยะทางห่างกันเช่นทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกก็จะดี
ชั่วช้าแท้ ๆ สหายเช่นนี้
[43.39]
และในวันนี้มันจะไม่เกิดผลอันใดเลยแก่พวกเจ้า เพราะพวกเจ้าได้อธรรม (แก่ตัวเอง)
แม้ว่าพวกเจ้าจะมีหุ้นส่วนร่วมกันในการได้รับโทษก็ตาม
[43.40]
แล้วเจ้าจะทำให้คนหูหนวกได้ยินหรือคนตาบอดได้เห็นทาง
และผู้ที่อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้งกระนั้นหรือ
[43.41] มาตรว่าเราได้ยึดเอาชีวิตเจ้าไป
แน่นอนเราก็จะตอบแทนพวกเขาให้สาสม
[43.42]
หรือเราจะแสดงให้เจ้าเห็นการลงโทษซึ่งเราได้สัญญากับพวกเขาไว้
แท้จริงเรานั้นมีอนุภาพเหนือพวกเขา
[43.43]
ดังนั้นจงยึดมั่นตามที่ได้ถูกวะฮีย์ยฺแก่เจ้า
แท้จริงเจ้านั้นอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรง
[43.44]
และแท้จริงอัลกุรอานคือข้อตักเตือนแก่เจ้าและแก่หมู่ชนของเจ้า
และพวกเจ้าจะถูกสอบสวน
[43.45]
และเจ้าจงถามผู้ที่เราได้ส่งมาก่อนเจ้าจากบรรดารอซูลของเราว่า
เราได้ตั้งพระเจ้าหลายองค์อื่นจากรพะผู้ทรงกรุณาปรานี เพื่อเคารพบูชากระนั้นหรือ
[43.46] และโดยแน่นอนเราได้ส่งมูซาพร้อมด้วยสัญญาณต่าง
ๆ ของเราไปยังฟิรเอานฺ และบรรดาผู้นำของเขา แล้วเขากล่าวว่า
แท้จริงฉันเป็นร่อซูลของพระเจ้าแห่งสากลโลก
[43.47]
ครั้งเมื่อเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยสัญญาณต่าง ๆ ของเรา
แล้วพวกเขาก็หัวเราะเยาะต่อสัญญาณนั้น ๆ
[43.48] และเรามิได้แสดงสัญญาณอันใดแก่พวกเขา
เว้นแต่ว่าแต่ละอันจะยิ่งใหญ่กว่าอีกอันหนึ่งและเราได้คร่าพวกเขาด้วยการลงโทษ
หวังว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด
[43.49] และพวกเขากล่าวว่า โอ้มายากรเอ๋ย
โปรดวิงวอนต่อพระเจ้าของท่านแก่พวกเราด้วย ตามที่พระองค์ได้ทรงทำสัญญากับท่าน
แท้จริงเราจะเป็นผู้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง
[43.50]
ครั้งเมื่อเราได้ปลดเปลื้องการลงโทษให้พ้นไปจากพวกเขาแล้ว
เมื่อนั้นพวกเขาก็ผิดสัญญา *
[43.51]
และฟิรเอานฺได้ประกาศท่ามกลางหมู่ชนของเขา เขากล่าวว่า
หมู่ชนของฉันเอ๋ยอาณาจักรแห่งอียิปต์นี้มิได้เป็นของฉันดอกหรือ และแม่น้ำเหล่านี้ไหลผ่านเบื้องล่าง(วังของ)ฉัน พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ
[43.52] ยิ่งกว่านั้นฉันยังดีกว่าคนนี้
ซึ่งเขาต่ำต้อย และแทบจะพูดจาไม่ชัดถ้อยชัดคำ
[43.53]
ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมจึงไม่สวมกำไลทองให้เขาเล่า ? หรือมีมะลาอิกะฮ์ติดตามมาอยู่กับเขา
[43.54] ด้วยเหตุนี้เขา (ฟิรเอานฺ)
ได้หลอกลวงหมู่ชนของเขา แล้วพวกเขาก็เชื่อฟังเขา แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืน
[43.55] เมื่อพวกเขาได้ทำให้เรากริ้ว
เราได้ตอบแทนพวกเขาอย่างสาสม แล้วเราได้ให้พวกเขาจมน้ำทั้งหมด
[43.56]
และเราได้ทำให้พวกเขาเป็นอดีตที่ล่วงเลยไปและอุทธาหรณ์แก่คนรุ่นต่อไป ๆ ไป
[43.57] และเมื่ออีซา
ดูซิหมู่ชนของเจ้าก็โห่ร้องด้วยความขบขัน
[43.58] และพวกเขากล่าวว่า
พระเจ้าทั้งหลายของเราดีกว่าหรือว่าเขา (อีซา)
พวกเขามิได้เปรียบเทียบเรื่องนี้แก่เจ้าเพื่ออื่นใดนอกจากการโต้เถียง
ยิ่งกว่านั้นพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ชอบการโต้เถียงอีกด้วย
[43.59] เขา (อีซา)
มิใช่ใครคนอื่นนอกจากเป็นบ่าวคนหนึ่ง ซึ่งเรา (อัลลอฮ์) ได้ให้ความโปรดปรานแก่เขา
และเราได้ทำให้เขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่วงศ์วานของอิสรออีล
[43.60] และหากเราประสงค์เราจะตั้งให้มี
มะลาอีกะฮ์ขึ้นจากในหมู่พวกเจ้าให้เป็นผู้สืบช่วงในแผ่นดินนี้
[43.61] และแท้จริงเขา (อีซา)
แน่นอนเป็นเครื่องหมายแห่งยามอวสาน ดังนั้นเจ้าอย่าได้สงสัยในเรื่องนี้
แต่จงปฏิบัติตามฉัน นี้คือแนวทางอันเที่ยงตรง
[43.62] และอย่าให้ชัยตอนมาขัดขวางพวกเจ้า
แท้จริงมันเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเจ้า
[43.63] และเมื่ออีซาได้มาพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง
เขากล่าวว่า แน่นอนฉันได้มาหาพวกท่านพร้อมด้วยการเป็นนะบีและบทบัญญัติแห่งอินญีล
และเพื่อฉันจะได้ชี้แจงแก่พวกท่านให้กระจ่างแจ้งในบางเรื่องที่พวกท่านขัดแย้งกัน
ดังนั้นพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮ์ และเชื่อฟังปฏิบัติตามฉันเถิด
[43.64] แท้จริงอัลลอฮ์นั้น
พระองค์คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นจงเคารพภักดีพระองค์เถิด
นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง
[43.65] นิกายต่าง ๆ
ได้ขัดแย้งกันในระหว่างพวกเขา
ดังนั้นความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้อธรรมเนื่องจากการลงโทษแห่งวันอันเจ็บปวด
[43.66] พวกเขามิได้คอยสิ่งใดนอกจากยามอวสาน
ซึ่งมันจะมาหาพวกเขาอย่างกระทันหันโดยที่พวกเขาไม่รู้สึกตัว
[43.67] ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน
นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง (อัลลอฮ์)
[43.68] โอ้ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย
ไม่มีความหวาดกลัวอันใดแก่พวกเจ้าในวันนี้ และพวกเจ้ามิต้องเศร้าสลดใจ
[43.69]
บรรดาผู้ศรัทธาต่อสัญญาณทั้งหลายของเรา และพวกเขาเป็นผู้นอบน้อม
[43.70] พวกเจ้าจงเข้าไปในสวนสวรรค์
ทั้งตัวของพวกเจ้าและคู่ครองของพวกเจ้าอย่างแช่มชื่นแจ่มใส
[43.71]
จะมีจานทำด้วยทองคำและแก้วน้ำถูกนำมาเวียนรอบ ๆ พวกเขา และในสวนสวรรค์นั้น
จะมีสิ่งที่จิตใจของพวกเขาต้องการและสายตาของพวกเขาชื่นชมยินดี
และพวกเจ้าจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล
[43.72] และนั่นคือสวนสวรรค์
ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกให้รับเป็นมรดกตามที่พวกเจ้าได้กระทำ (ความดี) ไว้
[43.73]
ในสวนสวรรค์นั้นจะมีผลไม้มากมายสำหรับพวกเจ้า พวกเจ้าจะได้กินส่วนหนึ่งจากมัน
[43.74] แท้จริงบรรดาผู้กระทำความผิด
(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) นั้นจะอยู่ในการลงโทษในนรกญะฮันนัมตลอดกาล
[43.75] การลงโทษนั้นจะไม่ถูกลดหย่อนแก่พวกเขา
และในการลงโทษนั้นพวกเขาเป็นผู้หมดหวัง
[43.76] และเรามิได้อธรรมต่อพวกเขา
แต่พวกเขาต่างหากที่เป็นผู้อธรรมต่อตัวเอง
[43.77] และพวกเขาจะร้องเรียกขึ้นว่า โอ้มาลิก
(ยามเฝ้าประตูนรก) โปรดให้พระเจ้าของท่านจัดการให้เราตายเสียเถิด เขา (มาลิก)
จะกล่าวว่า แท้จริงส่วนมากของพวกเจ้าเป็นผู้พำนักอยู่ตลอดไป
[43.78]
โดยแน่นอนเราได้นำความจริงมายังพวกเจ้าแล้ว แต่ส่วนมากของพวกเจ้าเป็นผู้ชิงชังความจริง
[43.79] หรือว่าพวกเขาได้ตกลงวางแผนในเรื่องใด
ดังนั้นแน่นอนเราก็ได้ตกลงวางแผนเช่นกัน (ที่จะทำลายแผนของพวกเขา)
[43.80] หรือพวกเขาคิดว่า
เราไม่ได้ยินความลับของพวกเขา และการประชุมลับของพวกเขาแน่นอน (เราได้ยิน)
และทูตของเราอยู่กับพวกเขา เพื่อบันทึก
[43.81] จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด
ถ้าหากพระผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงมีโอรส
ดังนั้นฉันจะเป็นคนแรกในหมู่ผู้เคารพภักดีทั้งหลาย
[43.82]
มหาบริสุทธิ์แด่พระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระเจ้าแห่งบัลลังก์
(ทรงบริสุทธิ์) จากสิ่งพวกเขากล่าวอ้าง
[43.83]
ดังนั้นเจ้าจงปล่อยพวกเขาให้มั่วสุมและหลงระเริง จนกว่าพวกเขาจะได้พบกับวัน
(กิยามะฮ์) ของพวกเขา ซึ่งพวกเขาถูกสัญญาไว้
[43.84]
และพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าแห่งชั้นฟ้า และพระผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน
และพระองค์เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้
[43.85]
ความเจริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน
และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และ ณ
ที่พระองค์นั้นคือความรอบรู้แห่งยามอวสาน
และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจะถูกนำกลับไป
[43.86] และบรรดาผู้ที่วิงวอนขอสิ่งอื่นจากพระองค์นั้น
จะไม่มีอำนาจในการขอชะฟาอะฮ์ นอกจากผู้ยืนยันเป็นพยานด้วยความจริง และพวกเขารู้ดี
[43.87] และถ้าพวกเจ้าถามพวกเขาว่า
ใครเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าอัลลอฮ์
แล้วทำไมเล่าพวกเขาจึงหันเหออกไปทางอื่น
[43.88] และจะมีเสียงกล่าวของเขาว่า
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงชนเหล่านั้นเป็นหมู่ชนที่ไม่ศรัทธา
[43.89] ดังนั้น
เจ้าจงให้อภัยแก่พวกเขา และจงกล่าวว่าศานติ แล้วพวกเขาก็จะรู้
44. ซูเราะห์อัดดุคอน
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา
ผู้ทรงปรานี
[44.1] ฮามีม
[44.2] ขอสาบานด้วยคัมภีร์อันชัดแจ้ง
[44.3]
แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ แท้จริงเราเป็นผู้ตักเตือน
[44.4] ในคืนนั้นทุก ๆ
กิจการที่สำคัญถูกจำแนกไว้แล้ว
[44.5] โดยทางบัญชามาจากเรา
แท้จริงเราเป็นผู้ส่งมา
[44.6] เป็นความเมตตาจากพระเจ้าของเจ้า แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน
ผู้ทรงรอบรู้
[44.7] พระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลาย
และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง หากพวกเจ้าเป็นผู้เชื่อมั่น
[44.8]
ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ ผู้ทรงให้เป็นและผู้ทรงให้ตาย
พระเจ้าของพวกเจ้าและพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเจ้าในสมัยก่อน ๆ
[44.9] แต่ทว่าพวกเขากังวลอยู่ในการสงสัย
[44.10] ดังนั้น
เจ้าจงคอยเฝ้าดูวันที่ชั้นฟ้าจะนำไอหมอกออกมาซึ่งจะเห็นได้ชัด
[44.11] ซึ่งจะครอบคลุมผู้คน
นี่คือการลงโทษอันเจ็บปวด
[44.12] (พวกเขาจะกล่าวว่า)
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ได้ทรงปลดเปลื้องการลงโทษนี้ ให้พ้นจากข้าพระองค์
แท้จริงพวกเราเป็นผู้ศรัทธา
[44.13]
ข้อตักเตือนนั้นจะเป็นผลแก่พวกเขาได้อย่างไร ทั้ง ๆ
ที่ได้มีร่อซู้ลผู้ชี้แจงอย่างแจ้งชัดมายังพวกเขาแล้ว
[44.14] แล้วพวกเขาก็ผินหลังออกไปจากเขา
และพวกเขากล่าวว่าเขา (มุฮัมมัด) เป็นคนบ้าที่ได้รับการเสี้ยมสอน
[44.15]
แน่นอนเราจะปลดเปลื้องการลงโทษนั้นให้พ้นไป (จากพวกเจ้า) ชั่วขณะหนึ่ง
แล้วพวกเจ้าก็จะกลับไปสู่สภาพเดิม
[44.16]
วันที่เราจะปราบพวกเขาด้วยการปราบครั้งยิ่งใหญ่ แน่นอนเราเป็นผู้ตอบแทนอย่างสาสม
[44.17] และโดยแน่นอน เราได้ทดสอบหมู่ชนของฟิรเอาน์ก่อนหน้าพวกเขา
และได้มีร่อซู้ล (มูซา) ผู้มีเกียรติมายังพวกเขา
[44.18] (โดยกล่าวว่า)
จงมอบปวงบ่าวของอัลลอฮ์ให้แก่ฉัน แท้จริงฉันคือร่อซู้ลผู้ซื่อสัตย์สำหรับพวกท่าน
[44.19] และพวกท่านอย่ายกตนเหนืออัลลอฮ์
แท้จริงฉันมาหาพวกท่านพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง
[44.20]
และแท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าของฉัน
และพระเจ้าของพวกท่านมิให้พวกท่านทำร้ายฉัน
[44.21]
และถ้าหากพวกท่านไม่เชื่อฉันก็จงถอยห่างไปจากฉัน
[44.22] แล้วเขาก็วิงวอนขอต่อพระเจ้าของเขาว่า
ชนเหล่านี้เป็นหมู่ชนผู้กระทำความผิด
[44.23] ดังนั้น จงเดินทางในเวลากลางคืนพร้อมด้วยปวงบ่าวของข้า
เพราะพวกเจ้าจะถูกติดตามอย่างแน่นอน
[44.24] และจงปล่อยทะเลให้สงบนิ่ง
(เหมือนเดิม) เพราะแท้จริงพวกเขาเป็นไพร่พลที่ถูกจมน้ำตาย
[44.25]
กี่มากน้อยที่พวกเขาได้ทิ้งสวนหลากหลาย และน้ำพุหลายแห่ง
[44.26] และเรือกสวนไร่นา และอาคารระโหฐานอันมีเกียรติ
[44.27]
และความสะดวกสะบายที่พวกเขาสนุกสนานร่าเริง
[44.28] เช่นนั้นแหละ
เราได้ให้หมู่ชนอื่นรับมรดกครอบครองมัน
[44.29] และชั้นฟ้า
และแผ่นดินมิได้ร่ำไห้เพราะ (เสียดาย) พวกเขาและพวกเขาจะไม่ถูกประวิงเวลา
[44.30] และโดยแน่นอน เราได้ให้วงศ์วานของอิสราเอลรอดพ้นจากการทรมานที่น่าอดสู
[44.31]
จากฟิรเอาน์แท้จริงเขาเป็นผู้โอหังที่มาจากผู้ฝ่าฝืน
[44.32]
และโดยแน่นอนเราได้เลือกพวกเขาเหนือประชาชาติทั้งหลายในยุคนั้น
เนื่องด้วยความรอบรู้ของเรา
[44.33] และเราได้ประทานสัญญาณต่าง ๆ
แก่พวกเขา ซึ่งในนั้นมีข้อทดสอบอย่างชัดแจ้ง
[44.34] แท้จริงชนเหล่านั้น
แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า
[44.35] มันเป็นเพียงความตายครั้งแรกของเรา
และเราจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก
[44.36] ดังนั้น
จงนำบรรพบุรุษของเรากลับมาอีกซิ หากพวกท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์จริง
[44.37] พวกเขา (กุฟฟารมักกะฮ์) ดีกว่า
หรือว่าหมู่ชนแห่งตุบบะอ์ (ชาวสะบะอ์แห่งเยเมน)
และบรรดาหมู่ชนก่อนหน้าพวกเขาเราได้ทำลายล้างพวกเขา
เพราะพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้กระทำความผิด
[44.38] และเรามิได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย
และแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองอย่าง อย่างไร้สาระ
[44.39] เรามิได้สร้างทั้งสอง (ดังกล่าวนั้น)
เพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อความจริง แต่ว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้
[44.40]
แท้จริงวันแห่งการตัดสินนั้นเป็นเวลาที่ถูกกำหนดไว้สำหรับพวกเขาทั้งหมด
[44.41]
วันที่ญาติสนิทจะไม่อำนวยประโยชน์อันใดให้แก่ญาติสนิทอีกคนหนึ่งได้
และพวกเขาเองก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ
[44.42] เว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงมีเมตตา
แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
[44.43] แท้จริงต้นซักกูม
[44.44] จะเป็นอาหารของผู้ทำบาปมาก
[44.45] เช่นทองแดงที่ถูกหลอมเดือด
มันจะต้มเดือดอยู่ในท้อง
[44.46] เช่นการเดือดพล่านของน้ำร้อน
[44.47] (มีเสียงกล่าวแก่ยามเฝ้านรกว่า)
จงจับเขาไปและลากเขาไปสู่กลางไฟที่ลุกโชน
[44.48]
แล้วจงราดลงบนหัวของเป็นการลงโทษแห่งน้ำเดือด
[44.49] จงลิ้มรสการลงโทษซิ แท้จริงเจ้า
(เคยพูดว่า) เป็นผู้มีอำนาจ ผู้มีเกียรติ
[44.50] แท้จริง นี้คือสิ่งที่พวกเจ้าเคยสงสัยไว้
[44.51]
แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงจะอยู่ในสถานที่อันสงบปลอดภัย
[44.52] ท่ามกลางสวนสวรรค์หลากหลาย
และน้ำพุหลายแห่ง
[44.53] พวกเขาจะสวมอาภรณ์ทำด้วยผ้าไหมละเอียด
และผ้าไหมหยาบ หันหน้าเข้าหากัน
[44.54] เช่นนั้นแหละเราจะให้พวกเขามีคู่ครอง
เป็นหญิงสาววัยรุ่นมีดวงตาสวยงาม
[44.55]
พวกเขาจะเรียกเอาผลไม้ทุกชนิดที่อยู่ในสวนสวรรค์นั้นอย่างปลอดภัย
[44.56] ในสวนสวรรค์นั้น
พวกเขาจะไม่ได้ลิ้มรสความตาย นอกจากความตายครั้งแรก (ในโลกดุนยา)
และพระองค์จะทรงคุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก
[44.57] เป็นความโปรดปรานจากพระเจ้าของเจ้า
นั่นคือความสำเร็จอันใหญ่หลวง
[44.58]
ดังนั้นแท้จริงเราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นที่ง่ายดายในภาษาของเจ้า (อาหรับ)
เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ
[44.59] ฉะนั้น
จงคอยดูเถิด แท้จริงพวกเขาก็จะเป็นผู้คอยเช่นกัน
45. ซูเราะห์อัลญาซียะอ์
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา
ผู้ทรงปรานี
[45.1] ฮา มีม
[45.2] การประทานลงมาขอคัมภีร์นี้จากอัลลอฮ์
ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
[45.3] แท้จริงในชั้นฟ้าทั้งหลาย
และแผ่นดินนั้น แน่นอนย่อมมีสัญญาณหลากหลายสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา
[45.4] และในการบังเกิดพวกเจ้า
และสิ่งที่พระองค์ทรงให้สัตว์แต่ละชนิดแพร่สะพัดออกไปนั้นย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้เชื่อมั่น
[45.5] และการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวัน
และสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงหลั่งลงมาจากฟากฟ้า เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพนั้น
พระองค์ทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาโดยน้ำฝนหลังจากการแห้งแล้งของมัน และการเปลี่ยนทิศทางเดินของลมย่อมเป็นสัญญาณหลากหลายสำหรับหมู่ชนผู้ใช้สติปัญญา
[45.6] นั่นคือสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮ์
ซึ่งเราได้สาธยายสัญญาณเหล่านั้นแก่เจ้าด้วยความจริง และสัญญาณต่าง ๆ
ของพระองค์ที่พวกเขาจะศรัทธากัน
[45.7]
ความหายนะจงประสบแด่ทุกคนที่เป็นผู้โกหก ผู้ทำบาปมาก
[45.8] เขาได้ฟังอายาต (อัลกุรอาน)
ของอัลลอฮ์ถูกสาธยายแก่เขา แล้วเขาก็ดื้อรั้นอย่างยะโส
ประหนึ่งว่าเขาไม่เคยฟังอายาตมาก่อนเลยดังนั้นจงแจ้งข่าวแก่เขาถึงการลงโทษอันเจ็บปวด
[45.9]
และเมื่อเขาได้ทราบสิ่งใดจากอายาตของเรา เขาก็ถือเอาอายาตนั้น ๆ เป็นการล้อเลียน
ชนเหล่านี้สำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันอัปยศ
[45.10] เบื้องหน้าพวกเขาคือนรกญะฮันมัน
และสิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้จะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาได้
และสิ่งที่พวกเขายึดถือเอาเป็นผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์
ก็จะไม่อำนวยประโยชน์เช่นกัน และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างใหญ่หลวง
[45.11] นี่คือแนวทางที่ถูกต้อง
ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออายาต (อัลกุรอาน) แห่งพระเจ้าของพวกเขา
สำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันมหันต์อย่างเจ็บปวด
[45.12] อัลลอฮ์
คือผู้ทรงทำให้ทะเลเป็นประโยชน์สำหรับพวกเจ้า เพื่อให้เรือเดินสมุทรแล่นไปตามน่านน้ำโดยพระบัญชาของพระองค์
และเพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ
[45.13]
และพระองค์ทรงทำให้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย
และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า
ทั้งหมดนี้มาจากพระองค์แท้จริงในการนั้น แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณสำหรับหมู่ชนผู้ใคร่ครวญ
[45.14]
จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาให้พวกเขาอภัยแก่บรรดาผู้ที่ไม่หวังในวันทั้งหลายของอัลลอฮ์
เพื่อพระองค์จะทรงตอบแทนแก่หมู่ชนตามที่พวกเขาได้ขวนขวายเอาไว้
[45.15]
ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และผู้ใดกระทำความชั่ว
ก็จะตกหนักแก่ตัวของเขาเองแล้วพวกเจ้าย่อมจะกลับไปหาพระเจ้าของพวกเจ้า
[45.16]
และโดยแน่นอนเราได้ประทานคัมภีร์และข้อชี้ขาดตัดสินและการเป็นนบีแก่วงศ์วานของอิสรออีล
และเราได้ให้ปัจจัยยังชีพจากสิ่งดีๆ แก่พวกเขา
และเราได้ยกย่องพวกเขาให้เหนือประชาชาติทั้งหลายในยุคนั้น
[45.17]
และเราได้ประทานหลักฐานอันชัดแจ้งทั้งหลายแก่พวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้
พวกเขามิได้ขัดแย้งกันเว้นแต่หลักการ
ได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้วแต่เนื่องจากความริษยาระหว่างพวกเขากันเอง
แท้จริงพระเจ้าจะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในวันกิยามะฮ์ ในสิ่งที่พวกเขาได้ขัดแย้งกันในเรื่องนั้น
[45.18]
แล้วเราได้ตั้งเจ้าให้อยู่บนแนวทางหนึ่ง ในเรื่องของศาสนาที่แท้จริง
ดังนั้นจงปฏิบัติตามแนวทางนั้น และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของบรรดาผู้ไม่รู้
[45.19]
แท้จริงพวกเขาไม่อาจจะช่วยเจ้าให้พ้นจากอัลลอฮ์แต่อย่างใด และแท้จริงพวกอธรรมนั้นต่างก็เป็นมิตรซึ่งกันและกัน
แต่อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นผู้คุ้มครองบรรดาผู้ยำเกรง
[45.20] อัลกุรอานนี้เป็นแสงสว่างแก่มวลมนุษย์
และเป็นแนวทางที่ถูกต้องและความเมตตาแก่หมู่ชนที่มีความเชื่อมั่น
[45.21] หรือบรรดาผู้ที่กระทำความชั่ว
คิดหรือว่าเราจะทำให้พวกเขาเป็นเช่นกับบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย
ให้เท่าเทียมกันทั้งในเวลามีชีวิตของพวกเขาและการตายของพวกเขา
สิ่งที่พวกเขาตัดสินนั้นมันชั่วแท้ ๆ
[45.22]
และอัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความเที่ยงธรรม และเพื่อทุก ๆ
ชีวิต (ทุกคน) จะได้รับการตอบแทนตามที่ได้ขวนขวยเอาไว้
และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแต่อย่างใด
[45.23]
เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม ? และอัลลอฮ์จะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์)
และทรงผนึกการการฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทำให้มีสิ่งบดบังดวงตาของเขา
ดังนั้นผู้ใดเล่าจะชี้แนะแก่เขาหลังจากอัลลอฮ์ พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ
[45.24] และพวกเขากล่าวว่า
ไม่มีชีวิตอื่นใดดอกนอกจากการมีชีวิตของเราในโลกนี้ เราจะตายไปและเราจะมีชีวิตอยู่
และไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายเราได้ (ให้เราตาย) นอกจากกาลเวลาเท่านั้น
สำหรับพวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นดอก นอกจากพวกเขาเดาเองเท่านั้น
[45.25] และเมื่ออายาตต่าง ๆ
อันชัดแจ้งของเราถูกสาธยายแก่พวกเขา ข้อขัดแย้งของพวกเขาก็ไม่มีอะไร
นอกจากพวกเขาจะกล่าวว่า จงนำบรรพบุรุษของเราให้คืนชีพกลับมา
หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง
[45.26] จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด
อัลลอฮ์ทรงให้พวกท่านมีชีวิตขึ้นมา และทรงให้พวกท่านตายไป
แล้วพระองค์จะทรงรวบรวมพวกท่านในวันกิยามะฮ์ อย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในเรื่องนั้น
แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้
[45.27]
และอำนาจเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นของอัลลอฮ์ วันแห่งยามอวสานจะเกิดขึ้นในวันนั้น
บรรดาผู้กล่าวเท็จจะขาดทุนอย่างย่อยยับ
[45.28] และเจ้าจะเห็น (กลุ่มชน)
ทุกชาติอยู่ในสภาพคุกเข่า ทุกชนชาติจะถูกเรียกมาตามบันทึกของตน
วันนี้พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้
[45.29] นี้คือบันทึกของเราจะพูดถึงเรื่องของพวกเจ้าด้วยความจริง
แท้จริงเราได้ให้บันทึกไว้ตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้
[45.30] ดังนั้นส่วนบรรดาผู้ศรัทธา
และกระทำความดีทั้งหลาย
พระเจ้าของพวกเจ้าของพวกเขาก็จะทรงให้พวกเขาเข้าอยู่ในความเมตตาของพระองค์
นั่นคือความสำเร็จอันชัดแจ้ง
[45.31] และส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธผู้ศรัทธานั้นอายาตต่าง
ๆ ของข้า มิได้ถูกสาธยายแก่พวกเจ้าดอกหรือ ? แต่พวกเจ้าอวดโอหังและพวกเจ้าเป็นหมู่ชนผู้กระทำผิด
[45.32] และเมื่อได้มีการกล่าวว่า
แท้จริงสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นความจริง และยามอวสานนั้นไม่มีข้อสงสัยใด ๆ
ในเรื่องนั้น พวกเจ้าก็จะกล่าวว่า เราไม่รู้ว่ายามอวสานคืออะไร เราคิดว่ามันมิใช่อะไรเลย นอกจากเป็นการเดาเท่านั้น
และเรามิได้เป็นผู้เชื่อมั่นในเรื่องนี้
[45.33]
และความชั่วที่พวกเขาได้กระทำเอาไว้จะเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขา
และสิ่งที่พวกเขาเคยเยาะเย้ยไว้นั้นห้อมล้อมพวกเขา
[45.34] และจะมีเสียงกล่าวขึ้นว่า
วันนี้เราจะลืมพวกเจ้าเช่นที่พวกเจ้าได้ลืมการพบในวันนี้ของพวกเจ้า
และนรกคือที่พำนักของพวกเจ้า และสำหรับพวกเจ้าจะไม่มีผู้ช่วยเหลือ
[45.35] เช่นนั้นแหละ
เพราะพวกเจ้าได้ยึดถือเอาอายาตต่าง ๆ
ของอัลลอฮ์เป็นการล้อเลียนและชีวิตในโลกดุนยานี้ ได้ล่อลวงพวกเจ้า
ดังนั้นวันนี้พวกเข้าจะไม่ถูกนำออกจากนรกนั้นและพวกเข้าจะไม่ถูกขอร้องให้กลับไปแก้ตัวเพื่อขอขมาโทษ
[45.36] ฉะนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์
พระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลาย และพระเจ้าแห่งแผ่นดินนี้ พระเจ้าแห่งสากลโลก
[45.37]
ความยิ่งใหญ่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และในแผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น
และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
[สิ้นสุดญุซอ์ที่ 25]
ป้ายกำกับ: ญุซอ์ที่ 25, อิ้ ลัยฮิ ยุร็อด



0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก